กลยุทธ์การตลาดอินฟลูเอนเซอร์

กลยุทธ์การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ มิติใหม่ของการตลาดยุคดิจิทัล

กลยุทธ์การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ มิติใหม่ของการตลาดยุคดิจิทัล

ในปี 2567 นับเป็นยุคทองของการเปลี่ยนแปลงในแวดวงการทำการตลาดออนไลน์ และการนำเสนอกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อให้เท่าทันยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในวงการดิจิทัล ธุรกิจต่างๆ จึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา

การตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทย เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทุกๆ ปี จากยอดการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นแบบไม่มีหยุดพัก รวมถึงวัฒนธรรมของคนไทยที่มักให้ความสำคัญกับตัวบุคคล และมักจะรับฟังคำแนะนำจากอินฟลูเอนเซอร์ที่ตัวเองเชื่อถือเป็นหลัก ตั้งแต่ผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ไปจนถึงผู้สร้างเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม ต่างก็ใช้ตัวตนของตัวเองในการกำหนดความต้องการของผู้บริโภคและการตัดสินใจซื้อ การใช้ประโยชน์จากอิทธิพลเหล่านี้ สามารถเป็นตัวเปลี่ยนแปลงธุรกิจของเราได้ในเวลาชั่วข้ามคืน ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ จึงเป็นเรื่องที่หลายๆ ธุรกิจไม่ควรมองข้าม

แล้วการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์มีอะไรน่าสนใจบ้าง? ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

  1. การเน้นความหลากหลาย และการแสดงออกถึงตัวตนจริง

ในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการให้แบรนด์และการตลาดอินฟลูเอนเซอร์สะท้อนถึงความหลากหลายและความเป็นจริงในสังคม พวกเขาต้องการเห็นตัวเองในเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านแคมเปญต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่รวมถึงความหลากหลายในเชื้อชาติ, เพศ, อายุ, หรือความสามารถพิเศษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแสดงออกถึงตัวตน และประสบการณ์ชีวิตที่แท้จริง เพื่อแชร์ความรู้สึกร่วมกับคนอื่นๆ

จากการวิจัยของ Insider Intelligence ระบุว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะสนับสนุนบริษัทที่ลงทุนในกิจกรรมที่มุ่งเน้นเรื่อวความหลากหลาย, ความเท่าเทียม, และการรวมทุกคน (DEI) และมีความโปร่งใสในความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพวกเขา และจากการศึกษาแพลตฟอร์มฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ในปี 2566 ยังพบว่า ผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐอเมริกา 33% รายงานว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น หลังจากได้เห็นเนื้อหาจากผู้สร้างที่มีเบื้องหลังที่หลากหลายมากขึ้น

ความสำคัญของความสมจริงและความหลากหลายในการตลาด ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น และเชื่อมต่อกับพวกเขาในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การมีอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถแสดงออกถึงตัวตนจริงของพวกเขา และมีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายมากพอจะถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง สามารถช่วยให้แบรนด์สร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับผู้บริโภคได้ ทั้งยังสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

ในท้ายที่สุด การรวมความหลากหลายและความเป็นจริงในการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ สามารถสร้างความแตกต่างของตัวเอง และแสดงความเป็นเอกลักษณ์ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้อีกด้วย การทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ที่สะท้อนถึงความหลากหลายของสังคมจริง สามารถช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความเกี่ยวข้องของแคมเปญต่างๆ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าพวกเขาได้รับการรับฟัง และเห็นถึงตัวเองในเรื่องราวที่แบรนด์นำเสนอ

  1. การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์

ทุกวันนี้ แบรนด์ต่างๆ เริ่มมองหาการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบความสัมพันธ์ระยะยาวมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่โพสต์เดียวแล้วจบ เพราะการทำงานร่วมกันระยะยาวนั้น จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกับผู้ติดตามอิลฟลูเอนเซอร์คนนั้นๆ

การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์ ไม่เพียงแต่เป็นการปลูกฝังความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้องที่มั่นคงกับผู้ติดตามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับอินฟลูเอนเซอร์ ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการสื่อสารข้อความของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้แบรนด์ต่างๆ จึงเริ่มมองหาการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบความสัมพันธ์ระยะยาวมากขึ้น เพราะนอกจากแบรนด์จะได้รับผลประโยชน์เรื่องภาพจำ ความผูกพัน และความเชื่อมโยงที่อินฟลูเอนเซอร์คนนั้นมีต่อแบรนด์แล้ว ยังช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับอินฟลูเอนเซอร์ จำเป็นต้องมีการวางแผนและการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายร่วมกันไปจนถึงการแบ่งปันข้อมูลและผลลัพธ์ในระยะยาว การมีอินฟลูเอนเซอร์เป็นพาร์ทเนอร์ระยะยาว ไม่เพียงแต่ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับผู้ติดตามของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างฐานผู้ติดตามที่ภักดี และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้ติดตามเหล่านั้นให้กลายเป็นลูกค้าได้ในที่สุด

นอกเหนือจากนี้ การมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับอินฟลูเอนเซอร์ ยังช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น อินฟลูเอนเซอร์สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรม ความสนใจ และความต้องการของผู้ติดตามได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าสำหรับแบรนด์ในการวางแผนและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดของพวกเขาให้ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

สรุปได้ว่า การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับแบรนด์ในยุคปัจจุบัน ไม่เพียงแต่เป็นวิธีการที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมโยงกับผู้ติดตามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่ภักดี และการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

  1. การใช้ประโยชน์จากวิดีโอที่มีเนื้อหาน่าสนใจ

วิดีโอ ยังคงเป็นรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่มีอิทธิพลมากที่สุดในแพลตฟอร์มออนไลน์ แบรนด์ควรร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างวิดีโอ เพื่อดึงดูดความสนใจและเพิ่มการมีส่วนร่วมมากขึ้น

การใช้ประโยชน์จากวิดีโอที่มีเนื้อหาน่าสนใจ เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถเข้าถึงและดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้มากขึ้นในปี 2567 ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการนำเสนอเนื้อหาวิดีโอที่มีคุณภาพและน่าสนใจ ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เช่น TikTok

การใช้ประโยชน์จากเทรนด์เหล่านี้ในการสร้างวิดีโอ จะช่วยให้แบรนด์ของคุณสามารถสร้างการมีส่วนร่วมและความสนใจจากผู้บริโภคได้มากขึ้น ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือและการใช้ประโยชน์จากวิดีโอในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในปี 2567 ด้วยการเพิ่มขึ้นของเครื่องมือ AI และความนิยมของเนื้อหาแบบสั้น นี่คือสรุปของเทรนด์ที่สำคัญและวิธีการใช้ประโยชน์จากมัน

  •  การใช้เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ (UGC): UGC ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ถึง 25% ในปี 2566 และคาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2567 การใช้ UGC ไม่เพียงแต่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ๆ ได้ แต่ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความเข้าถึงที่ดีขึ้น
  • เนื้อหาวิดีโอแบบสั้น: ด้วยความนิยมของ Instagram และ TikTok วิดีโอแบบสั้นกลายเป็นรูปแบบเนื้อหาที่ต้องการโดยผู้บริโภค วิดีโอที่มีความยาวระหว่าง 15-60 วินาทีเหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างความสนใจและการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดีย การใช้แอนิเมชั่นในเนื้อหาวิดีโอแบบสั้นสามารถสร้างความน่าสนใจและการมีส่วนร่วมที่มากขึ้น
  • การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI): AI จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตวิดีโอที่ไม่สามารถละเลยได้ ด้วยการใช้เครื่องมือ AI ทีมการตลาดสามารถเพิ่มผลผลิตและทำงานได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรน้อยลง การใช้ AI ในการสร้างและแก้ไขวิดีโอไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพแต่ยังสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี
  •  การใส่คำบรรยาย: การใส่คำบรรยายเป็นสิ่งสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่หลากหลายมากขึ้น พิจารณาจากสถิติที่แสดงว่า 80% ของผู้บริโภคมีโอกาสรับชมวิดีโอจนจบหากมีคำบรรยาย การใส่คำบรรยายไม่เพียงแต่ช่วยให้วิดีโอของคุณเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นแม้ในสภาวะที่ไม่สะดวกในการเปิดเสียง

โดยรวมแล้ว เทรนด์เหล่านี้ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเป็นนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างเนื้อหาวิดีโอที่สามารถเชื่อมต่อและมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างภาพจำที่ดี และเพิ่มการเข้าถึงของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

  1. การใช้โปรแกรมสนับสนุนเพื่อให้เกิดประสิทธิผล

มีการคาดการณ์ว่า การทำสัญญาโฆษณาที่ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์จะเป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าแบรนด์จะคาดหวังให้อินฟลูเอนเซอร์ส่งมอบผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น จำนวนการขายหรือการคลิก

การใช้โปรแกรมสนับสนุนเชิงประสิทธิผล เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการจ่ายเงินให้กับอินฟลูเอนเซอร์หรือพันธมิตรตามผลลัพธ์หรือการกระทำที่เฉพาะเจาะจง เช่น การขายหรือการคลิกที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการติดตามและวัดผลการตลาดอย่างแม่นยำ

  • ประโยชน์ของการตลาดเชิงประสิทธิผล: คือการให้โอกาสแบรนด์ในการจ่ายเงินเฉพาะเมื่อมีการกระทำที่ต้องการเกิดขึ้นจริง ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมงบประมาณและเน้นเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มการขายหรือการเข้าชมเว็บไซต์
  • เครื่องมือการตลาดเชิงประสิทธิผล: หลากหลายได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ ซึ่งรวมถึง Google Ads, Facebook Ads, และแพลตฟอร์มอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเลือกพันธมิตรที่เหมาะสมและติดตามผลลัพธ์ได้.
  • การทำงานร่วมกันกับพันธมิตร: เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จของแคมเปญเชิงประสิทธิผล การเลือกพันธมิตรที่มีกลุ่มผู้ติดตามที่ตรงกับเป้าหมายของแบรนด์และมีประวัติการส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ
  • การวัดผลและโครงสร้างการจ่ายเงิน: เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตลาดเชิงประสิทธิผล การกำหนดเมตริกสำหรับการวัดผลอย่างชัดเจน เช่น ค่าต่อการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ (CPA) หรือค่าต่อคลิก (CPC) เป็นต้น เป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้แคมเปญมีประสิทธิภาพและทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความชัดเจนในเรื่องของผลลัพธ์ที่คาดหวัง
  •  แนวโน้มในอนาคต: แนวโน้มของการตลาดเชิงประสิทธิผลในปี 2566-2567 รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI และการเน้นความสำคัญของการค้นหาด้วยเสียงและการส่งเสริมประสบการณ์การใช้งานที่ปรับแต่งได้ส่วนบุคคล เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงลูกค้าด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากขึ้น

การใช้โปรแกรมสนับสนุนเชิงประสิทธิผลจึงเป็นวิธีที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการตลาดดิจิทัล ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถควบคุมงบประมาณและเน้นไปที่การใช้โปรแกรมสนับสนุนเชิงประสิทธิผลในการตลาดดิจิทัลคือการมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้จากกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงินให้กับอินฟลูเอนเซอร์หรือพันธมิตรอื่นๆ ตามการกระทำเฉพาะเจาะจง เช่น การขายที่เกิดขึ้นจริงหรือการคลิกที่เกิดขึ้นผ่านโฆษณา

การใช้กลยุทธ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้แบรนด์สามารถปรับตัวเข้ากับเทรนด์ล่าสุดในการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ได้ แต่ยังช่วยให้สามารถสร้างความแตกต่างและแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ในตลาดที่แออัดและมีการแข่งขันสูงได้อีกด้วย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาทีมงานการตลาดดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง อย่าลังเลที่จะติดต่อ TecTony ของเรา เพื่อให้เราช่วยคุณวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรา เข้าใจดีว่าเจ้าของธุรกิจในยุคออนไลน์ทุกคน “ต้องการอะไร”

thไทย