SalesPage คืออะไร?

SalesPage คืออะไร? สำคัญอย่างไรกับการทำเว็บไซต์ทางธุรกิจในปี 2567

SalesPage คืออะไร? สำคัญอย่างไรกับการทำเว็บไซต์ทางธุรกิจในปี 2567

การทำธุรกิจออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า ด้วยยุคที่การขายของออนไลน์เป็นเรื่องง่าย เพียงแค่สมัครแพลตฟอร์มออนไลน์ใช้งานฟรีก็สามารถเปิดหน้าร้านของตัวเองได้ พร้อมกับทำการติดต่อซื้อขายกับลูกค้าได้โดยที่ 2 ฝ่ายไม่จำเป็นต้องพบกัน ทำให้มีมิจฉาชีพมากมายอาศัยช่องในจุดนี้เปิดร้านหลอกลวงนักช้อปออนไลน์กันมานักต่อนัก สร้างความระแวดระวังกันเป็นวงกว้าง

เช่น เมื่อพูดคุยจนลูกค้ายอมโอนเงินก็ปิดเพจปิดหน้าร้านหนีไปเสียเฉย ๆ ทำให้นักช้อปออนไลน์ที่เคยโดนประสบการณ์ไม่ดีในจุดนี้เกิดอาการเข็ดขยาด ไม่กล้าซื้อสินค้ากับร้านค้าออนไลน์กับร้านค้าที่ดูไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป สร้างความลำบากให้กับพ่อค้าแม่ค้าและคนที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องสุจริตเป็นอย่างมาก

ดังนั้น การสร้างเว็บไซต์จึงกลายเป็นทางเลือกที่หลายธุรกิจต่างให้ความนิยม เพราะมันเป็นการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ที่สามารถจับต้องได้ ทั้งยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ดีอีกด้วย แต่การสร้างเว็บไซต์นั้นมีตกทุนที่สูงมาก และต้องผ่านการเปิดใช้งานในหลาย ๆ หน้าเพื่อนำลูกค้าไปสู่การปิดการขาย สิ่งนี้อาจจะทำให้ลูกค้าทิ้งร้านคุณไปก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แต่ถ้าหากเป็นการสร้างหน้าสำหรับขายเพจอย่าง Sales page ขึ้นมา มันจะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้ร้านคุณมากยิ่งขึ้น และสามารถเปิดการขายได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ความหมายและความสำคัญของ Sales Page

หากจะจำกัดความให้เข้าใจง่าย ๆ Sales Page คือหน้า ๆ หนึ่งบนเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มยอดขายโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องรวมเอาทุก ๆ องค์ประกอบที่จำเป็นต่องานขาย อาทิ ภาพสินค้า ราคา โปรโมชัน วิธีสั่งซื้อ ตะกร้าสินค้า การรับประกัน การชำระเงิน และอื่น ๆ ไว้ภายในหน้าเดียว อย่างไรก็ดี Sales Page ไม่ได้มีในทุก ๆ เว็บไซต์ แต่จะมีเฉพาะบนเว็บไซต์ที่รองรับระบบซื้อขายและชำระเงินผ่านเว็บไซต์โดยตรงเท่านั้น

โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งประเภทของเซลเพจออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เซลเพจแบบสั้น (Short-form Sales Page) และ เซลเพจแบบเยาว (Long-form Sales Page) อย่างไรก็ตาม หน้าเซลเพจทั้งสองประเภทได้รับการออกแบบที่คล้ายกัน ด้วยมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผู้เข้าชมของคุณต้องทำความรู้จัก และตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการคลิกคำกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) หรือไม่ แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันในบางเรื่อง เรามาดูไปพร้อมกันครับว่า เซลเพจทั้งสองแบบนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างไร

1.Sales Page แบบสั้น (Short-form Sales Pages)

เซลเพจแบบสั้น คือ หน้าการขายที่มีเนื้อหา หรือ ข้อความไม่หนาแน่น บางครั้งหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเซลเพจแบบสั้น คือ เซลเพจแบบยาว เพราะบางครั้งเซลเพจแบบสั้นผู้ใช้อาจต้องคลิกเลื่อนหน้าเว็บลงมาเรื่อย ๆ เพื่อดูเนื้อหาในทางยาว แต่รูปแบบสั้นในที่นี้จะหมายถึงความยาวของข้อความ ไม่ใช่ความยาวของหน้า ดังนั้นความยาวของหน้าจึงมีความยาวได้ แต่หากเนื้อหาและข้อความมีไม่เยอะ ก็จะถือว่าเป็นเซลเพจแบบสั้น

โดยทั่วไปยิ่งสินค้าที่เสนอขายมีราคาถูก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำหรือข้อความจำนวนมาก เป็นเหตุผลว่าทำไมหน้าขายแบบสั้นจึงนิยมใช้สำหรับเซลเพจของสินค้าที่มีราคาไม่แพง เช่น หนังสือ เป็นต้น ดังนั้น เซลเพจแบบสั้นจึงเหมาะกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ส่วนใหญ่จะเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าไม่สูงมากนัก ซึ่งเมื่อสินค้าและบริการมีมูลค่าไม่สูง ผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องใช้ข้อความหรือข้อมูลที่มากมายเพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนตัดสินใจซื้อ ต่างจากสินค้าราคาสูงหรือเชิงเทคนิคที่จำเป็นต้องมีข้อมูลข้อความหรือคำอธิบายที่ครบถ้วนเพื่อทำหน้าที่โน้มน้าวใจผู้เยี่ยมชมในระดับสูงที่สุดได้

2.Sales Page แบบยาว (Long-form Sales Pages)

บางคนเรียกเซลเพจแบบยาวว่า Minisite หรือ Mini Website ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะด้วยลักษณะของหน้าเซลเพจแบบยาวจะประกอบด้วยข้อมูลมากมายที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณที่ลูกค้าต้องใช้เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณก่อนการตัดสินใจซื้อจนบางครั้งมันก็ดูเหมือนเป็นหน้าเว็บไซต์แบบย่อม ๆ ของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ นั่นเอง

หน้าเซลเพจแบบยาว ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับข้อเสนอเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดของผลิตภัณฑ์หรือบริการอย่างครบถ้วน แม้ว่าหน้าเซลเพจแบบยาวจะมีจุดประสงค์เช่นเดียวกับหน้าเซลเพจแบบสั้น คือเพื่อโน้มน้าวให้คนซื้อ อย่างไรก็ตามสิ่งที่แตกต่างกัน คือ เนื้อหาของข้อความที่มีมากกว่า ซึ่ง ต่อไปนี้ คือ บางสถานการณ์ที่หน้าเซลเพจแบบยาวสามารถทำงานได้ดีกว่าหน้าเซลเพจแบบสั้น

  • เมื่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์แทบไม่รู้จักธุรกิจมาก่อน  ด้วยหน้าเซลเพจแบบยาวจะช่วยทำหน้าที่สร้างความไว้วางใจ ด้วยการสร้างข้อความอธิบายถึงเหตุผลอย่างละเอียดว่าทำไมผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ถึงควรเรียนรู้จากคุณ คุณช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร 
  • เมื่อสินค้าและบริการมีข้อเสนอเพิ่มเติมที่ซับซ้อน เมื่อคุณจัดแคมเปญเปิดตัวครั้งใหญ่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาจมีการเพิ่มโบนัสหรือข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ เพื่อทำให้ข้อเสนอนั้นดูน่าสนใจมากยิ้งขึ้น 
  • เมื่อสินค้าและบริการมีราคาสูงหรือเป็นเชิงเทคนิค เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะตัดสินใจซื้อได้ยากกว่าในกรณีที่สินค้าหรือบริการมีราคาสูงหรือมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิค ดังนั้นการมีข้อมูลในเชิงลึกที่ครบถ้วนกระบวนความเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทำความรู้จักและเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งก่อนตัดสินใจซื้อจึงจำเป็นต้องใช้รูปแบบของเซลเพจแบบยาวที่มีข้อความจำนวนมากนั้่นเอง

ประโยชน์ของการทำ Sales Page

บอกคนคลิกเข้าดูให้รู้ว่าเราทำอะไร

เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่จะบอกให้คนที่กดคลิกเข้ามาดู ได้รู้ว่า เว็บไซต์หรือเพจของเราทำอะไร ขายอะไร ให้อะไรกับคนที่กำลังค้นหาข้อมูลบน Google แล้วคลิกเข้ามาเจอเว็บของเรา ซึ่งในหน้าเพจนั้นเราต้องบอกให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นเขาจะกดเลื่อนออกไปดูอย่างอื่น เนื่องจากทุกคนสามารถกดคลิกออกมาจากเว็บได้ง่าย ๆ

เพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้า

เคยเป็นกันไหม? เวลาที่อยากจะซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง พอกดค้นหาบน Google เจอการแสดงผลและเว็บไซต์ขึ้นมา พอกดเข้าไปดู แล้วเจอเป็นเว็บไซต์ที่แบกกราวน์มืด ๆ ดูเป็นเว็บเก่า ๆ น่าจะทำมานานหลายปี ถึงแม้จะมีสินค้าวางขายเยอะ แต่คุณรู้สึกไม่มั่นใจที่จะสั่งซื้อ

ซึ่งการที่เรามีเว็บไซต์ที่เป็นหน้าร้านของเราที่ชัดเจน บอกว่าเราทำอะไร แบรนด์อะไร หรือกระทั่งบอกสถานที่อยู่หรือที่ตั้งของร้านค้านั้น ๆ ว่าเปิดร้านหรือมีสำนักงานอยู่ที่ไหน รวมถึงช่องทางติดต่ออื่น ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า แล้วถ้ามีการดีไซน์เว็บออกมาให้ดูดี ก็ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น โอกาสขายสินค้าและทำตลาดก็มากตามไปด้วย

ดังนั้นในส่วนของการออกแบบ Sales Page ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะทุกวันนี้บรรดาเว็บเพจใหญ่ๆก็ยังมองข้ามไปมาก แต่เราพบว่าเว็บเพจขนาดเล็กและที่สร้างขึ้นมาใหม่ช่วงหลังจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

เป็นหน้าสำหรับปิดการขาย

โดยชื่อของ Sales Page ก็บอกอยู่แล้วว่าคือ หน้าการขาย ดังนั้นหากธุรกิจของคุณมีสินค้าอะไรที่ “โดดเด่น” “เป็นจุดขาย” ก็ต้องนำเสนอขึ้นมาบนหน้านี้เลย ในหลายเว็บ มีสินค้าอยู่หลายประเภทก็ไม่เป็นไร เพราะเราสามารถทำหน้าขายสินค้า Product เอาสินค้าต่าง ๆ มาวางไว้ รวมถึงบอกราคาได้ แต่สำหรับหน้า Sales Page แนะนำว่าเอาสินค้าเด่น ๆ ของเรานำเสนอขึ้นมาเป็นหลัก เพื่อการกระตุ้นการสั่งซื้อที่ง่ายยิ่งขึ้น

ช่วยดันอันดับ SEO

เป็นอีกข้อที่สำคัญมาก เพราะการทำหน้า Sales Page ยังสามารถช่วยดันอับดับของ SEO บน Google Search ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหาอะไรก็ตาม โดยเราสามารถใส่คอนเทนต์หรือหัวข้อที่เกี่ยวกับการค้นหา Keywords ต่าง ๆ ลงไป เพื่อช่วยเพิ่มการค้นหาแบบ Organic Search ให้มากขึ้น

สรุปง่าย ๆ ว่า เป้าหมายหลักของการทำ Sales Page คือเป็นหน้าตาของร้านค้าบนออนไลน์ของเราสำหรับการขาย นำเสนอสินค้าและบริการ และภาพรวมที่เราต้องการนำเสนอให้คนที่คลิกเข้ามาดูแล้วเกิดความประทับใจจนอยากที่จะคลิกไปดูหน้าอื่นในเว็บเพจของเรานั่นเอง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาทีมงานการตลาดดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง อย่าลังเลที่จะติดต่อ TecTony ของเรา เพื่อให้เราช่วยคุณวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรา เข้าใจดีว่าเจ้าของธุรกิจในยุคออนไลน์ทุกคน “ต้องการอะไร”

สนใจบริการด้านการตลาดดิจิทัลและการวางกลยุทธ์ให้กับธุรกิจของคุณ ติดต่อพวกเราได้ที่ไลน์ TecTony ได้ทุกเวลา

thไทย